my calendar

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

ไม้ขีดไฟแสงประกายในอดีต



  

ภาพจาก หนังสือเรื่อง สิ่งพิมพ์คลาสสิค
ประวัติไม้ขีดไฟ
          ไม้ขีดไฟกำเนิดขึ้นในค.ศ.1827 โดยนักเคมีชาวอังกฤษชื่อจอห์น วอล์คเกอร์ ไม้ขีดที่ทำขึ้นทำจากเศษไม้จุ่มปลายด้วยส่วนผสมของแอนติโมนีซัลไฟด์ โปตัสเซียมคลอเรต และกาวจากยางไม้ เมื่อเอาไม้ขีดที่ทำขึ้นมานั้นไปขีดกับอะไรที่มีผิวที่หยาบๆ  เช่น กระดาษทราย ก็จะทำให้เกิดการเสียดสีจนเกิดประกายไฟ ไม้ขีดแบบนี้เรียกกันว่า ลูซิเฟอร์ ผู้ถือแสงสว่าง แต่ไม้ขีดที่มีส่วนผสมชนิดนี้มีปัญหาตรงที่ขีดติดบ้างไม่ติดบ้าง
          ต่อมาใน ค.ศ.1930  ชาร์ลส์ โซเรีย ชาวฝรั่งเศสได้ผลิตไม้ขีด ไฟที่ปลายหุ้มด้วยฟอสฟอรัสเหลืองซึ่งมีคุณสมบัติติดไฟได้ดี แต่ฟอสฟอรัสเหลืองเป็นวัตถุมีพิษ ทำให้คนในโรงงานไม้ขีดป่วยเป็นโรคที่เรียกว่า Phossy Jaw ซึ่งโรคนี้มีอาการร้ายแรงถึงขั้นพิการและเสียชีวิตเลยก็ว่าได้
          ต่อมาในปี ค.ศ.1940  มีการค้นพบฟอสฟอรัสแดงที่มีความปลอดภัยในการทำไม้ขีดไฟขึ้น โดยไม้ขีดไฟชนิดนี้จะจุดได้ก็ต่อเมื่อขีดลงบนพื้นที่ที่เตรียมไว้เท่านั้น ส่วนหัวไม้ขีดนั้นจะถูกหุ้มด้วย โปตัสเซียมคลอเรต และข้างกล่องไม้ขีดไฟจะถูกฉาบด้วยฟอสฟอรัสแดง เมื่อโปตัสเซียมคลอเรต ตกกระทบหรือเสียดสีกับฟอสฟอรัสแดงจะเกิดปฏิกิริยาความร้อนมากพอที่จะทำให้จุดไฟติดได้ ส่วนวัสดุก็ใช้ทำก้านไม้ขีดไฟได้ด้วย เช่นด้วยเคลือบขี้ผึ้ง และกระดาษแข็งเคลือบขี้ผึ้ง แต่ไม้เป็นวัสดุที่ใช้ทำก้านไม้ขีด ได้ดีที่สุด ไม้สำหรับทำก้านไม้ขีดควรจะเป็นไม้สีขาว ไม่มีกลิ่น เนื้อไม้ไม่แข็งหรืออ่อนเกินไปนิยมใช้ไม้มะยมป่า ไม้มะกอก ไม้อ้อยช้าง ไม้ปออกแตก เป็นต้น ก่อนจุ่มทำหัวไม้ขีดจะต้องเอาปลายก้านไม้ขีดที่จะติดหัวนั้นไปจุ่มขี้ผึ้งพาราฟินก่อน หากเนื้อไม้แข็งเกินไปก็จะไม่ดูดซึม พาราฟิน พาราฟิน นี้จะเป็นตัวส่งผ่านจากหัวไม้ขีดไปสู่ก้านไม้ขีดหากไม่มีพาราฟินพอขีดไฟติดปุ๊บไฟก็จะดับปั๊บ และหากเนื้อของไม้อ่อนไปก้านไม้ขีดก็จะไม่คงรูปเป็นก้านตรงได้
   

ภาพจาก หนังสือเรื่อง สิ่งพิมพ์คลาสสิค
ไม้ขีดไฟในประเทศไทย
          ไม้ขีดไฟยุคแรกๆ ที่เข้ามาขายในเมืองไทยเข้ามาประมาณกลางสมัยรัชกาลที่ 4 โดยเป็นไม้ขีดจากประเทศสวีเดนที่มีบาทหลวงมาเผยแพร่ศาสนานำเข้ามา และต่อมาก็เป็นไม้ขีดไฟของญี่ปุ่นที่มีการจำหน่ายกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งไม้ขีดไฟเหล่านี้จะมีตราและสลากบนกล่องไม้ขีดไฟมากมายโดยนักสะสมไม้ขีดไฟจะเรียกฉลากไม้ขีดไฟนี้ว่า "หน้าไม้ขีดไฟ" นักสะสมที่รวบรวมสะสมหน้าไม้ขีดไฟนิยมเก็บไว้ในสมุดบัญชีเล่มใหญ่ๆแล้วปิดกาวหรือเจาะกระดาษสอดมุมไว้ ไม้ขีดไฟของญี่ปุ่นนั้นจะมีมากกว่าประเทศอื่นโดยจะมีรูปหน้าไม้ขีดหลายรูปแบบ ได้แก่ รูปคน รูปสัตว์ รูปผลไม้ รูปดอกไม้ และจะมีคำว่า "เมด อิน เจแปน" เป็นภาษาอังกฤษบอกไว้ข้างใต้หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของหน้าไม้ขีดเพื่อบ่งบอกว่าไม้ขีดไฟนั้นมาจากประเทศญี่ปุ่น และในสมัยรัชกาลที่ 5 นี้ญี่ปุ่นก็ได้ทำ หน้าไม้ขีดไฟเป็น ภาพวาดของรัชกาลที่ 5 ทรงม้าในหลายๆ แบบ โดยใต้รูปจะเขียนเป็นภาษาไทย ว่า "พระรบ" ซึ่งที่จริงแล้วน่าจะเป็นคำว่า "พระรูป" มากกว่าแต่เนื่องจากญี่ปุนคงเผลอลืมใส่ ป ปลา แทน บ ใบไม้ และลืมใส่ สระ อู หรือไม่งั้นก็เพราะชาวญี่ปุ่นไม่ค่อยจะรู้ภาษาไทยมากมายเท่าไหร่นัก นอกจากนี้ยังมีรูปทหารยืนถือธงช้างอยู่ข้างพระองค์และรูปช้างสองเชือกหันหน้าเข้าหาพระจุลมงกุฎหรือพระเกี้ยว ซึ่งเป็นตราประจำพระองค์ของรัชกาลที่ 5 รูปบนหน้าไม้ขีดไฟหรือที่เรียกกันว่าศิลปะบนกลักไม้ขีดไฟยังมีอีกมาก ซึ่งรูปวาดเหล่านี้ก็อาจจะวาดเพื่อการโฆษณาสินค้า หรือมีเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์
          ต่อมาในรัชกาลที่ 7  คนไทยก็สามารถผลิตไม้ขีดไฟเอง ได้ทำให้การนำเข้าไม้ขีดต่างประเทศลดลงในที่สุด โรงไม้ขีดในไทยยุคต้นๆ ได้แก่ บริษัทมิ่นแซจำกัด  ผลิตตรานกแก้ว  ตรารถกูบ , บริษัทตังอาจำกัด ผลิตตรามิกกี้เม้าท์ ตราแมวเฟลิกซ์, บริษัทไทยไฟ ผลิตตรา 24 มิถุนา เป็นรูปพระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นที่ระลึกในการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย บริษัทเอเชียไม้ขีดไฟจำกัด ผลิตชุด ก.ไก่ ข.ไข่ ซึ่งการผลิตหน้าไม้ขีดนี้ก็เพื่อให้ประชาชนที่ใช้ไม้ขีดไฟได้รับความรู้อีกทางหนึ่ง บริษัทสยามแมตซ์แฟ็กตอรี่ ภายหลังเปลี่ยนมาเป็นบริษัทไม้ขีดไฟไทย ผลิตตรา ธงไตรรงค์ ตราพระยานาค ซึ่งมีขายมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้


ภาพจาก การจำลองเหตุการณ์จริง "การใช้งานไม้ขีดไฟ"
ไม้ขีดไฟกับโลกในปัจจุบัน
          สถานการณ์ของไม้ขีดไฟในปัจจุบันเริ่มลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานการผลิตไม้ขีดไฟ หรือสินค้าที่ผลิตออกมาจำหน่าย  ซึ่งหากหาสาเหตุของการลดลงนี้ก็คงไปพ้นคำว่า "เทคโนโลยี"  โดยในปัจจุบันสังคมที่เราอยู่กันนี้เป็นยุค ไอที ยุคการสื่อสาร ยุคเทคโนโลยี และเป็นที่แน่นอนว่าสินค้าต่างๆ ที่ผลิตมาอุปโภค บริโภค ก็ต้องสนองความต้องการของคนในยุคนี้ให้ดีที่สุด ความต้องการในข้อนี้ก็คงจะเป็นเรื่องของความสะดวกสบาย ทำให้ไม้ขีดไฟที่มีข้อจำกัดในการใช้ในบางสถานการณ์เช่นไม้ขีดไฟที่ชื้นจากการเปียกน้ำจะใช้ไม่ได้ นี่ก็คือข้อบกพร่องอย่างหนึ่งของไม้ขีดไฟในการพกพาไปตามสถานที่ต่างๆ ได้สะดวก เทคโนโลยี เลยมีส่วนเกี่ยวข้องในการผลิตสินค้า มาใช้แทน ไม้ขีดไฟ และนั่นก็คือ "ไฟแช็ค" นั่นเอง ซึ่งไฟแช็คนี้มีความสะดวกสบายกว่าไม้ขีดไฟ สามารถสนองตอบต่อความต้องการของคนในยุคนี้ได้ดีกว่า ไม้ขีดไฟซึ่งกำลังจะกลายเป็นตำนานไปแล้วในไม่ช้า

แหล่งที่มา http://www.lib.ru.ac.th/journal/match.html

ประวัติแว่นตา Ray.Ban



นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2480 Ray Ban ได้ถือกำเนิด และผลิตแว่นกันแดดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก ในครั้งนั้นเรย์แบนนำเสนอรูปแบบที่เป็นหนึ่งเดียว มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแสดงให้เห็นถึงความเป็นอิสระ กล้าหาญ และเสรี นับแต่นั้นเรย์แบนได้ สร้างความเชื่อถือในใจของผู้สวมใส่ และเป็นผู้นำในการผลิตแว่นกันแดดของโลกตลอดมา โดยจะเห็นได้ว่าความสำเร็จของเครื่องหมายทางการค้า เป็นที่รู้จักแพร่หลายทั้งในด้านสไตล์และคุณภาพ
การผลิตในช่วงแรกนั้น ได้ผลิตและวิจัยโดยบริษัท บัสแอนรอม
และเพื่อให้กับทางกองทัพอากาศสหรัสอเมริกา ในช่วงนั้นจึงได้ผลิต เป็นเลนส์ N-15 ในช่วง 30 ปี
ที่ผ่านและได้เปลี่ยน เป็น เลนส์ G-15 จากสีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสายตามนุษย์ และลดการผิดเพียน
ของสีได้น้อยที่สุด จึงได้รับความนิยมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา รุ่นที่โด้งดังเช่น ทรง AVIATOR (ทรงนักบิน)
และในช่วงแรกนี้เองก็ได้ผลิตที่ USA เท่านั้น
หลังจาก ปี 1999 ทางเรย์แบนก็ได้เปลี่ยน ฐานผลิตมาเป็นที่ อิตาลี และได้ทำการผลิตแว่นและเลนส์เอง
โดยไม่ได้ ให้ทาง บริษัท บัสแอนรอม ผลิตต่อ ดังนั้นในช่วงที่ บริษัท บัสแอนรอม ผลิตนั้น ใด้ใช้ชื่อย่อ
เป็น BL และก็เปลี่ยน เป็น RB หลังปี 1999 เป็นมา ต่อมาก็ได้มีการผลิตเพิ่มเติมที่ ประเทศจีน
ในส่วนของแว่นสายตาเป็นส่วนมา และแว่นกันแดดเป็นบางส่วน

Ray Ban Wayfarer Wayfarer เป็นแบบแว่นกันแดดที่ขายดีมากที่สุดแบบหนึ่งของ Ray Ban ซึ่งออกแบบขึ้นมาโดย Raymond Stegeman นักออกแบบจากบริษัท Bausch and Lomb (บริษัทแม่ของ Ray Ban) ในปี 1952 ซึ่งในยุคนั้นได้ดาราฮอลลีวู๊ดชื่อดังสวมใส่ออกงานต่างๆอย่างเช่น Marilyn Monroe, Audrey Hepburn, และ James Dean ทำให้แว่นกันแดด Wayfarer ได้รับความนิยมแบบสุดๆเลยทีเดียว






แหล่งที่มา http://www.naligasiam.com/index.php?option=com_content&view=category&id=46&Itemid=99

Fixed Gear

"Fixed Gear หรือ Fixie" เป็นคำแสลงของจักรยานที่มีเกียร์เดียว และล้อหลังไม่สามารถฟรีได้ คือ เท้าจะต้องปั่นตามไปด้วยทุกครั้งที่รถวิ่งอยู่ และรถประเภทนี้เป็นรถที่ไม่ต้องการใบจานหลายใบ หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์ช่วยเหลือในการเปลี่ยนเกียร์ และบางคนก็ไม่ใช้เบรคด้วยซ้ำ
 

ตัวอย่าง เช่น นักปั่นจักรยานบางคนที่มีความชำนาญในการหยุดรถ โดยการรั้ง หรือ ยื้ดบันไดไม่ให้หมุนด้วยขาทั้งสองข้างในขณะที่จักรยานกำลังวิ่งอยู่

ทำไม Fixed Gear ถึงสนุก!!!????

เพราะ ว่านักปั่นส่วนใหญ่ ชอบที่จะตกแต่งจักรยาน ให้สวย และ ปั่นดีอยู่สม่ำเสมอ โดยการซื้ออุปกรณ์เสริมมาใส่ และตกแต่ง และอีกอย่าง รถจักรยาน Fixed Gear เป็นรถจักรยานที่ ไม่ต้องการการดูแลอย่างมาก เหมือนรถทั่วไป เพราะ ไม่มีเกียร์มาให้วุ่นวายใจด้วย
 

คุณคง อาจจะได้เห็นคนที่ปั่น fixed gear ไปตามท้องถนน ด้วยทักษะที่ต่างจากนั่งปั่นเสือหมอบ และ เสือภูเขา และบางทีคุณอาจจะสงสัยเกี่ยวกับเรื่องระบบเกียร์ว่าทำไม รถของพวกเราถึงมีแค่เกียร์เดียว แถมไม่สามารถฟรี หรือ พักปั่น ได้อีกต่างหาก นี่แหละ คือเหตุผลที่ทำให้เราหลงไหลในการปั่นจักรยานประเภทนี้

รถลู่ VS รถ fixed gear

บาง คนคิดว่า รถลู่ (Track Bike) และ Fixed Gear Bike คือ รถชนิดเดียวกัน จริงๆแล้วไม่ใช่ เพราะ รถลู่จะถูกออกแบบมาให้ใช้สำหรับวิ่งใน Velodromes (โดมในร่ม หรือนอก ที่ออกแบบมาเป็นสนามแข่งรูป วงรี) และถูกออกแบบมาไม่ให้มีเบรค เพราะว่าในการแข่งขัน จะไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เบรค แถมวิ่งเป็นวงกลม ไม่มีมุมที่ต้องหักองศาเยอะด้วย และ พื้นของสนามแข่งยังเรียบมากๆ อีกด้วย และรถลู่จะถูกออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบากว่าด้วย
 

แต่ ก็จะมีนักปั่นหลายๆคนที่นำรถ ลู่มาปั่นบนถนน ซึ่งไม่มีปัญหา แต่ว่ารถที่เหมาะกับถนนจะได้แก่ รถที่ออกแบบมาให้ปั่นในท้องถนนจริงๆ เช่นรถ Single Speed ที่มีเบรคติดมาให้ด้วยนั่นเอง

แหล่งที่มา http://www.ohbar.com.au/main/view-content.php?id_content=851

ประวัติโค้ก

 
โค้กถูกคิดค้นโดย ดร.จอห์น เพ็มเบอร์ตัน ที่เมืองแอตแลนต้าในมลรัฐจอร์เจีย เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ.1886 เภสัชกรท้องถิ่นท่านนี้เป็นผู้ผลิตหัวเชื้อน้ำหวานมีเรื่องเล่ากันต่อมาว่าเมื่อ ดร.เพมเบอร์ตัน ปรุงหัวเชื้อน้ำหวาน ขึ้นมา ได้สำเร็จในหม้อทองเหลืองสามขา ซึ่งตั้งอยู่ในสนามหญ้าหลังบ้านของเขา ชายผู้นี้ก็รีบถือเหยือกที่บรรจุ น้ำหวานรสชาติใหม่ มุ่งตรงไปยังร้านขายยาจาค็อป ณ ที่นั่น หลายต่อหลายคน ได้ลิ้มลองน้ำหวานของ ดร.เพ็มเบอร์ตัน ต่างก็ชมเป็นเสียง เดียวกันว่า "รสชาติเยี่ยม" หลังจากนั้นไม่นาน ดร.เพ็มเบอร์ตัน ก็เริ่มปรุงเครื่องดื่มชนิดนี้ขายที่ร้านจาค็อปส์โดยคิดราคาแก้วละ 5 เซ็นต์ ต่อมาไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจหรือไม่ ได้มีผู้นำน้ำอัดก๊าซคาร์บอนมาผสมกับหัวน้ำหวานที่ ดร.เพ็มเบอร์ตันปรุงขึ้น จนกลายเป็นเครื่องดื่มที่ "สดชื่น ดับกระหาย ได้รสชาติ" แม้จนกระทั่ง ในปัจจุบัน ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ดื่ม โคคา-โคลา ก็ต้องรู้สึกเช่นนั้น
มร.แฟรงค์ เอ็ม โรบินสัน หุ้นส่วนและสมุหบัญชีของ ดร.เพ็มเบอร์ตัน ออกความ เห็นว่า "ถ้าใช้ตัวอักษร C สองตัว ในโฆษณาเครื่องดื่มชนิดนี้ก็น่าจะเข้าท่าดี" ดังนั้น เขาจึงแนะให้ตั้งชื่อเครื่องดื่มนี้ว่า "Coca-Cola" เมื่อตกลงใจดังนั้น มร.โรบินสัน ก็เขียน คำว่าโคคา-โคลา ด้วยลายมือของเขาเอง ซึ่งต่อมาได้กลาย เป็นเครื่องหมายการค้าที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางทั่วโลก โฆษณาชิ้นแรกของ โคคา-โคลา ปรากฎในหนังสือพิมพ์แอตแลนต้า เจอร์นัล มีข้อความเชิญชวนให้ ผู้กระหายน้ำทั้งหลาย หันมาลอง "เครื่องดื่มชนิดใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม"
 


นอกจากนั้น ยังแขวนป้ายโฆษณาที่ทำจากผ้าอาบน้ำมันไว้ที่กันสาดหน้าร้านจาค็อปส์ โดยมีการระบุคำว่า "โคคา-โคลา" อยู่และเหนือคำว่า โคคา-โคลา ก็เติมคำว่า "ดื่ม" เพื่อให้คนอ่านทราบว่า มีเครื่องดื่มชนิดใหม่วางขายอยู่ในช่วงปีแรก โคคา-โคลา มียอดขายประมาณ 9 แก้ว ต่อวัน ดร.เพ็มเบอร์ตัน ไม่คิดเลยว่าเครื่องดื่มที่เขาคิดค้นขึ้นจะทำกำไรมากมาย เขาจึง จัดแจงขายหุ้นกิจการโคคา-โคลา ในส่วนของเขาให้ผู้ถือหุ้นคนอื่นๆจนเกือบหมด หลังจากดำเนินการมาได้ไม่นาน และก่อนหน้าที่ ดร.เพ็มเบอร์ตันจะถึงแก่กรรม เพียงไม่กี่ปี เขาก็ขายหุ้นที่เหลืออยู่ทั้งหมดให้กับ อาซา จี. แคนเลอร์ นักธุรกิจ ชาวเมืองแอตแลนต้าผู้มีพรสวรรค์ทางการค้าต่อมา มร.แคนเลอร์ คนนี้เองก็กว้าน ซื้อหุ้นทั้งหมดจนกลายเป็นเจ้าของกิจการ โคคา-โคลา เพียงผู้เดียว
 
ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที 19 ในระหว่างการบูรณะประเทศหลังสงคราม ผู้ประกอบการพยายามชูโค้กให้เป็นเครื่องดื่มที่ปริ่มล้นด้วยคุณสมบัติของ “ยาบำรุงสมอง” ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะในยุคของ “การสร้างบ้านแปลงเมือง” และในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคือง โค้กจึงได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่โดยการนำซานตาคลอสมาใช้ในการโฆษณาเพื่อสื่อถึง “ความฟุ่มเฟือยที่ท่านมีกำลังซื้อ” และในหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โค้กได้ก้าวไปพร้อมๆกับโลกที่พยายามแสวงหาสันติภาพ
โค้กมีภาพของอเมริกาที่หรูหรา ร่ำรวย และรักชาติ มีคุณสมบัติที่มองไปข้างหน้าเสมอ ในระยะเริ่มต้นผู้บริโภครักโค้กเพราะโค้กเป็นของใหม่และแตกต่าง และบางทีอาจเป็นเพราะโค้กสามารถรักษาอาการป่วยของพวกเขาได้จริง ต่อมาพวกเขาถือว่าโค้กเป็นสัญลักษณ์ของยุคสมัยที่ผ่านมาและผ่านไป
โค้กใช้เวลาไม่นานก็ประสบความสำเร็จในอเมริการวมและตอกย้ำชัยชนะนั้นไปทั่วโลกกลายเป็นแบรนด์ที่ทั่วโลกรู้จักมากที่สุด
 
โค้กผ่านศตวรรษแรกของธุรกิจไปด้วยความสำเร็จอย่างงดงาม ผู้ประกอบการได้วางแผนธุรกิจสำหรับอนาคตเพื่อควบคุมธุรกิจจากบนลงล่าง ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของบริษัท จากยุคแรกๆที่จัดจำหน่ายเพียงหัวเชื้อของผลิตภัณฑ์ ส่วนการบรรจุขวดและจัดจำหน่ายเป็นของผู้ประกอบการรายย่อยอื่นๆ ดังนั้นโค้กจึงได้เปลี่ยนรูปแบบธุรกิจใหม่เป็นโค้กชนิดพกพา นั่นคือการควบรวบทั้งการผลิตหัวเชื้อและการบรรจุผลิตภัณฑ์เพื่อจัดจำหน่าย ซึ่งส่งผลต่อยอดขายที่มากขึ้นกว่ายอดขายจากการจัดจำหน่ายหัวเชื้อเพียงอย่างเดียว แต่นั่นกลับทำให้บริษัทโคคา โคล่ายุ่งยากมากขึ้น เมื่อผู้ประกอบการแต่ละรายก็ต่างที่จะแย่งชิงตลาดโค้กขวด ดังนั้นบริษัทโคคา โคล่า จึงต้องล้มล้างอำนาจของผู้ประกอบการเหล่านี้ โดยใช้กลยุทธ์ที่กลับไปสู่จุดเริ่มต้นทั้งหมด
 
 
 
จนกระทั่งปี 1981 โค้กประสบความสำเร็จจากกลุ่มผู้บริหารภายใต้การนำของโรแบร์โต กอยซูเอตาและ ดั๊ก ไอเวสเตอร์ที่มีวิสัยทัศน์ในการวางรากฐานกลยุทธ์ ได้พลิกตัวเองขึ้นมาใหม่โดยมุ่งทำงานเพื่อประโยชน์ของนักลงทุนซึ่งทำให้โค้กมีอำนาจผูกขาดในธุรกิจการบรรจุและจัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว
โคคา-โคล่า ถือได้ว่าเป็นแบรนด์เครื่องดื่มที่อยู่ในใจของผู้บริโภคมาตลอดกว่า 100 ปี จนกระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์อันดับ 1 ของโลกได้

แหล่งที่มา http://coke-world.exteen.com/20080805/entry-1

ประวัติ รองเท้า(Converse)




Converse นั้นเป็นบริษัทผลิตรองเท้าที่มีต้นกำเนิดในสหรัฐอเมริกา โดยทางบริษัทConverse Rubber Corporation ได้เริ่มเปิดกิจการตั้งแต่เมื่อปี 1908 ซึ่งผู้ก่อตั้งคนแรกก็คือ มาร์ควิส เอ็ม คอนเวอร์ส โดยร้านแห่งแรกที่เมืองมัลเดน มลรัฐแมสซาชูเซตส์


สำหรับจุดเปลี่ยนที่ทำให้ร้านแห่งนี้โด่งดังขึ้นนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 1917 เมื่อมีการทำรองเท้าผ้าใบรุ่น "All-Star" ออกสู่ตลาด ในปีถัดมา ชาร์ลส์ เอช "ชัค" เทย์เลอร์ บุคคลผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับบริษัทแห่งนี้จึงได้เข้ามาร่วมงานด้วย ซึ่งตัวชัคนั้นเป็นนักบาสเก็ตบอลผู้เล็งเห็นว่า รองเท้าคอนเวอร์สนั้นจะต้องได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในวงการนักบาสเก็ตบอล ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเข้าร่วมทำงานเป็นเซลส์แมนและเป็นทูตคอยโปรโมตสินค้าให้กับคอนเวอร์ส โดยระหว่างเดินทางไปแข่งขันบาสเก็ตบอลทั่วทั้งสหรัฐฯ ชัคจะแนะนำรองเท้าคอนเวิร์ส์ไปด้วย ทำให้คอนเวอร์สกลายเป็นรองเท้าที่ได้รับความนิยมทั้งในหมู่นักบาสเก็ตบอลและวัยรุ่นอเมริกัน ด้วยเหตุนี้ ในปี 1923 ทางคอนเวอร์สจึงนำชื่อ Chuck Taylor's ไปปรากฏร่วมกับโลโก้ของตนที่ติดอยู่บริเวณส่วนที่หุ้มข้อเท้า ทำให้ผู้คนมักเรียกรองเท้านี้ว่า "ชัคส์" ส่วนตัวชัคเองนั้น เขาทำงานให้กับคอนเวอร์สอย่างหนักก่อนจะเสียชีวิตไปเมื่อปี 1969

อย่างไรก็ตาม รองเท้าชัคส์นั้นมีแต่สีดำและสีขาวเป็นเวลานานหลายทศวรรษ แต่เมื่อทีมบาสเก็ตบอลต่างๆ ต้องการที่จะให้รองเท้ามีสีอื่นๆด้วย ทำให้เมื่อปี 1966 คอนเวอร์สจึงต้องผลิตรองเท้าสีอื่นๆ นอกจากนั้น ยังมีการเปลี่ยนไปใช้วัสดุอื่นๆในการทำรองเท้าด้วย เช่น หนัง หนังกลับ ไวนีล ป่าน แทนที่จะเป็นผ้าใบเพียงอย่างเดียว
ในช่วงทศวรรษที่ 1970 และต้น 1980 นั้น คอนเวอร์สได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่เมื่อถึงช่วงกลางทศวรรษที่ 1980 และ 1990 ปรากฏว่ามีคู่แข่งหน้าใหม่ เช่น ไนกี้ เข้ามาช่วงชิงลูกค้าไปด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีความทันสมัย ทำให้คอนเวอร์สไม่ได้เป็นรองเท้าแห่งวงการเอ็นบีเออีกต่อไป จากเหตุผลนี้บวกกับการตัดสินใจทางธุรกิจที่ผิดพลาดอีกหลายครั้งทำให้คอนเวอร์สต้องเผชิญภาวะล้มละลาย เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2001 ทำให้บริษัทต้องเปลี่ยนมือไป และในปีนั้นเองที่โรงงานแห่งสุดท้ายในสหรัฐฯได้ถูกปิดลงไปพร้อมกัน ซึ่งปัจจุบันรองเท้าคอนเวอร์สจะถูกผลิตจากประเทศต่างๆในทวีปเอเชีย เช่น จีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2003 ทางคอนเวอร์สได้รับข้อเสนอของไนกี้ ในการเข้ามาเทคโอเวอร์ด้วยเงินจำนวน 305 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
แม้ว่าคอนเวอร์สจะต้องเผชิญภาวะตกต่ำ แต่รองเท้าคอนเวอร์ส Chuck Taylor All-Star นั้นถือว่าเป็นรองเท้าที่ขายดีมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยในศตวรรษที่ 21 มีรองเท้ารุ่นดังกล่าวถึง 600 ล้านคู่ที่ถูกขายออกไปทั่วโลก และแม้ว่าปัจจุบัน นักบาสเก็ตบอลจะไม่ใส่คอนเวอร์สกันอีกต่อไปแล้ว แต่คอนเวอร์สยังคงได้รับความนิยมจากกลุ่มนักดนตรี วัยรุ่นหนุ่มสาวทั่วโลกแทน
ทั้งนี้ นอกจากรุ่นชัคแล้ว รองเท้าคอนเวอร์สอีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือ แจ็ก เพอร์เซลล์ ซึ่งผลิตกันมาตั้งแต่ปี 1935 โดยตั้งชื่อตาม แจ็ก เพอร์เซลล์ ยอดนักแบดมินตันและนักเทนนิสที่โด่งดังมากในสมัยนั้น และแจ็กเองก็เป็นผู้ที่ช่วยออกแบบรองเท้าด้วยตัวเองอีกด้วย


แหล่งที่มา   http://campus.sanook.com/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4-%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81-converse-928420.html

ประวัติกางเกงยีนส์





ยีนส์มีกำเนิดมาหลายร้อยปีแล้วอย่างที่ตั้งข้อสงสัยจริง ๆฝรั่งเรียกยีนส์ว่า บลูยีนส์ (Blue  Jeans) เพราะยีนส์มีสีโทนน้ำเงินมาแต่กำเนิด  ไม่ได้มีสีต่าง ๆ ให้เลือกอย่างในปัจจุบัน
       ผ้ายีนส์ขนานแท้เป็นผ้าฝ้ายลายสอง  ใช้สำหรับตัดเย็บเสื้อผ้าใส่ทำงานที่ต้องการความทนทาน  ผ้ายีนส์ทั่วไปทอจากเมืองเจนัว (Genoa) ประเทศอิตาลี แต่ช่างทอผ้าชาวฝรั่งเศสเรียกเมืองนี้ว่า  แชน(Genes)  อันเป็นที่มาของคำว่า  ยีนส์  นั่นเอง
       อย่างไรก็ดีต้นกำเนิดของยีนส์นั้นดำเนินควบคู่มากับประวัติของช่างเสื้อวัย ๑๗ ที่ชื่อลีวาย  สเตราส์ (Levi Strauss) ซึ่งอพยพมาอยู่ซาน  ฟรานซิสโก  ในยุคเฟื่องของเหมืองทอง ราวทศวรรษที่ ๒๓๙๓-๒๔๐๓ แต่แทนที่เขาจะร่วมเสี่ยงโชคขุดทองดังวัตถุประสงค์ของผู้คนทั้งหลายที่หลั่งไหลเข้าชาน ฟรานซิสโก  ด้วยสายตานักธุรกิจที่กว้างไกลเขากลับนำผ้าใบมาขาย  ซึ่งตรงกับความต้องการของตลาดในช่วงนั้นมาก  นักขุดทองพากันซื้อผ้าใบมาใช้เป็นเต็นท์และใช้คลุมรถ  ความฉลาดเฉลียวของพ่อหนุ่มคนนี้ยังมองเห็นช่องทางอื่นอีก เขารู้ว่าคนที่ทำงานในเหมืองต้องการกางเกงที่เหมาะกับลักษณะงานลุยมาก  เขาจึงนำผ้าใบซึ่งทนต่องานหนัก ๆ ได้ดีมาใช้ตัดเย็บเสื้อกางเกง
       ถึงแม้กางเกงจากฝีมือของเขาจะหยาบและผ้าก็กระด้าง แต่บรรลุความต้องการใช้งานได้ดียิ่ง ทำให้สเตราส์กลายเป็นช่างที่ทุกคนเรียกหา
       ในต้นทศวรรษที่ ๒๓๙๔-๒๔๐๔ เขาได้เปลี่ยนจากผ้าใบมาใช้ผ้าฝ้ายที่มีเนื้อนุ่มกว่า  เป็นผ้าที่ทอจากเมืองนีม ประเทศฝรั่งเศส  ชาวยุโรปเรียกผ้าชนิดนี้ว่า แซร์จ เดอ นีม (Serge  de  nimes)  แต่คนอเมริกันเรียกเป็น เดนิม (denim) นายสเตราส์ยังค้นพบด้วยว่า  สีของผ้าเดนิมซึ่งเป็นสีฟ้าครามช่วยปิดบังรอยเปื้อนดินได้ดี  ดังนั้นสินค้าปรับปรุงใหม่ของเขาจึงขายดิบขายดีไม่ยิ่งหย่อนกว่าเก่า  พวกคาวบอยซึ่งต้องการกางเกงที่กระชับจะใช้วิธีใส่กางเกงแล้วลงไปแช่ในรางซึ่งใส่น้ำไว้ให้ม้ากิน  จากนั้นจึงลุกมานอนตากแดดให้ผ้าเดนิมหดเข้ารูป
       ถึงผ้าเดนิมจะขาดยาก  แต่ลูกค้าคนงานในเหมืองก็ยังติว่า  ฝีเย็บกระเป๋ามักจะแตกเพราะต้องใส่เครื่องมือหนัก ๆ  สเตราส์จึงแก้ปัญหาด้วยการหยิบยืมความคิดของช่างเสื้อชาวยิว-รัสเซีย  ผู้หนึ่ง  ชื่อ จาคอบ ดาวิส ในปี ๒๔๑๖ เขาจึงใช้หมุดทองแดงติดย้ำที่ตะเข็บกระเป๋า  และที่ฐานของสาบกางเกงเพื่อกันตะเข็บปริขณะนั่งร่อนทอง
       แต่หมุดทองแดงก็ก่อปัญหาใหม่ขึ้น  เพราะคนงานเหมืองไม่ค่อยอินังขังขอบกับการสวมกางเกงใน  เวลานั่งผิงไฟยามค่ำคืนหมุดทองแดงจะร้อนและไหม้ผิว  การใช้หมุดทองแดงจึงต้องเลิกราไป
       ส่วนหมุดที่กระเป๋าใช้กันอยู่จนถึงปี ๒๔๘๐ จึงเลิกไปด้วยเหตุผลคนละอย่าง  กล่าวคือ  สมัยนั้นเด็ก ๆ ใส่ชุดยีนส์ไปโรงเรียน หมุดที่กระเป๋าหลังจึงขูดขีดโต๊ะเก้าอี้ไม้เป็นรอย  ต้องซ่อมแซมกันเป็นการใหญ่ยีนส์ปรากฏหลักฐานการเข้าสู่วงการแฟชั่นในปี ๒๔๗๘ ด้วยการลงโฆษณาในหนังสือโว้ค เป็นภาพผู้หญิงที่เป็นที่รู้จักกันดีในวงสังคมสองคนสวมยีนส์ทรงคับ ดึงแนวโน้มแฟชั่นให้เป็น 'เท่แบบตะวันตก'  แต่ความคลั่งไคล้ในช่วงนั้นยังไม่อาจเทียบกับช่วงทศวรรษที่ ๒๕๑๓-๒๕๒๓ ซึ่งมีการประชันขันแข่งการออกแบบชุดยีนส์กันอย่างเข้มข้น กางเกงยีนส์จึงเปลี่ยนหน้าที่จากการรับใช้งานหนักมาเป็นกางเกงสำหรับใส่เล่น  จนถึงกับทำให้เกิดอุตสาหกรรมมูลค่าหลายพันล้าน ยีนส์ยี่ห้อดังบางยี่ห้อขายได้ถึง ๒๕๐,๐๐๐ ตัวต่อสัปดาห์ทีเดียว

แหล่งที่มา http://guru.sanook.com/answer/question/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B9%8C/

History of Vespa




Vespa เป็นยี่ห้อของรถที่เรียกว่า “Scooter” ซึ่งเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยนายเอนริโก้ เพจจิโอ ร่วมกับวิศวกรที่มีความสามารถอย่าง คอลลาดิโน ดัสคานิโอ ชาวอิตาเลียนโดยสิ่งที่ ดัสคานิโอ จะทำคือ รถ scooter ที่ ผู้หญิงก็สามารถขี่ได้อย่างสะดวกสบายเหมือนผู้ชาย สามารถป้องกันผู้ขับขี่ ได้จากการลื่นไหลในวันฝนตก สามารถป้องกันเสื้อผ้า จากคราบน้ำมันได้ และที่สำคัญ จะต้องมียางอะไหล่ และต้องเป็นรถที่มีน้ำหนักเบา ง่ายต่อการขับขี่ ค่าซ่อมแซมไม่แพง ซึ่งเขาก็ได้สร้างมันขึ้นมาเป็นเจ้า “ Vespa” นั่นเอง และในที่สุด เมื่อเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1946 รถ Scooter คันแรกก็เกิดขึ้น โดยใช้เครื่องยนต์ 2 จังหวะ 98 cc. ใช้ น้ำมันเพียง 5% ในการเดินเครื่อง เกียร์ที่บังคับ อยู่ที่แฮนด์ ด้านซ้าย รูปลักษณ์ และ ชิ้นส่วน ที่ป่องออก และ เว้าเข้าเหมือนเอว ส่วนหน้าเหมือนปีก รวมถึง เสียงเครื่องยนต์ที่มีเสียง หึ่งๆ ตลอดเวลา เหมือนตัวต่อ Scooter ชนิดนี้ จึงได้รับสมญานามว่า Vespa ( แปลว่า ตัวต่อ ในภาษาอิตาลี )






การนำเข้า Vespa ของประเทศไทย ในช่วงแรก ๆ เป็นการซื้อขายเพื่อเป็น รถใช้งาน โดยแพร่หลายอยู่ในกลุ่มพ่อค้าผ้า จากนั้นประเทศญี่ปุ่นเข้ามาตีตลาด โดยรถมอเตอร์ไซค์ที่เราเห็นกันทุกวันนี้ จนทำให้ Vespa เริ่มเสื่อมความนิยมลง แต่ก็ยังคงเห็นพ่อค้าผ้า ตามย่านพาหุรัดยังใช้กันอยู่ อาจเป็นเพราะ Vespa เป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีดีไซน์เก๋ไก๋ แถมทนทาน ใช้งานได้นานแรมปีอีกด้วย
แหล่งที่มาhttp://www.school.net.th/library/create-web/10000/generality/10000-306.html

ประวัติ Mini car

1956 อียิปต์เข้ายึดคลองสุเอซส่งผลให้เกิดวิกฤติการน้ำมัน ในอังกฤษ
ยอดขายรถตกและมีการแบ่งปันน้ำมัน BMC หรือ
British Motor Corporation ว่าจ้าง เซอร์อเล็ก อิสซิโกนิส
ผู้เคยออกแบบมินิไมเนอร์ กลับเข้าทำงานอีกครั้ง

1957 อิสซิโกนิสวิศวกรวัย 51 ปีแสดงให้เซอร์เลียวนาร์ดลอร์ดเห็นว่า
เขารู้จักวิธีที่จะออกแบบรถอย่างที่โลก
ต้องการแต่จะทำ ก็ต่อเมื่อให้อิสระแก่เขาอย่างเต็มที่
ลอร์ดตกลงอิสซิโกนิสจึงเริ่มพัฒนาต้นแบบ ADO 15

คลิกที่รูปเพื่อดูรูปขนาดใหญ่

1958
มินิเริ่มเป็นรูปเป็นร่างตามความคิดของอิสซิโกนิส
ซึ่งเป็นการกระโดดก้าวผ่านจินตนาการทางด้าน
วิศวกรรมรถยนต์ในยุคนั้น เช่น การวางชุดเกียร์ไว้ใต้เครื่องยนต์
เครื่องยนต์วางขวางขับเคลื่อนล้อหน้า กระทะล้อขอบ 10 นิ้ว
และระบบกันสะเทือน แบบเต้ายางเป็นต้น

1959 มินิเปิดตัวในเดือนสิงหาคม โดยติดตราทั้ง ออสตินมินิ
และ มอริสมินิ ไมเนอร์ เซเว่น
ปฏิกิริยาจากสาธารณชนค่อนข้างหลากหลาย
เพราะเมื่อเทียบกับรถที่ออกตัวไล่ๆกันอย่าง
ไทรอัมพ์ เฮรัลด์ และฟอร์ด แองเกลีย 105E แล้ว
มินิค่อนข้าง จะเสียเปรียบ ในด้านการตกแต่ง อย่างไรก็ตาม
ขนาดความ ยาว แค่ 10 ฟุต และที่นั่ง 4 ที่
โดยเฉพาะราคาเพียง 496 ปอนด์ ซึ่งนับว่าถูกมาก
เมื่อเทียบกับ 2คัน ดังกล่าวข้างต้นก็ทำให้
เกิดข้อเปรียบเทียบอย่างมากอิสซิโกนิสสูบบุหรี่จัด
และชอบขับรถแบบเงียบๆ รถมินิจึงติดตั้งที่เขี่ยบุหรี่
แต่ไม่มีวิทยุประเด็นนี้น่าสงสัยว่าเป็นเพราะอิสซิโก นิสไม่ชอบฟังวิทยุ
หรือเสียง เครื่องยนต์ดัง เสียจนไม่สามารถฟังเสียงวิทยุได้ ?

คลิกที่รูปเพื่อดูรูปขนาดใหญ่

1960 มินิขายได้มากกว่า 116,000 คัน
รถรุ่นใหม่ๆยังถูกจับตามองโดยสาธารณชน
ที่มีความอยากรู้ว่าจะออกมาในรูปแบบใด
บริษัทฟอร์ด ซื้อรถมินิและรื้อออกเป็นชิ้นๆ
คำนวณต้นทุนการผลิตและได้ข้อสรุปซึ่งใกล้เคียงความจร ิงว่า
BMC ขาดทุนในการผลิตมินิ

1961 ไรเลย์ เอลฟ์ และ โวลส์เลย์ ฮอร์เนท ทำสิ่งที่เหมือนกันคือ
ทำมินิให้กลายเป็นรถหรูขนาดเล็ก ขยายที่เก็บของ
ตกแต่งอย่างหรูหรา ในขณะที่นักสร้างรถสูตรหนึ่งอย่าง
จอห์น คูเปอร์พบว่ามินิเป็นรถที่มีการขับขี่และ
ยึดเกาะถนนที่ดีมาก คูเปอร์เสนอข้อตกลงกับ BMC
เพื่อผลิต มินิคูเปอร์จำนวน1,000 คัน
เพื่อให้สามารถ ผ่านการคัดเลือกและเข้าแข่งขันในรุ่นโปรดักชั่นได้
รถรุ่นนั้นออกขายด้วยขนาดเครื่องยนต์ 997cc. 55แรงม้าพร้อมดิสก์เบรค

คลิกที่รูปเพื่อดูรูปขนาดใหญ่

1962 รถมินิคูเปอร์ ซึ่งขับโดย แพ๊ต น้องสาว สเตอลิงค์ มอสส์
ชนะการแข่งขัน ฮอลแลนด์ ทิวลิป แรลลี่ และ
ในการแข่งขันมอนติคาร์โล แรลลี่ ราโน อัลโตเนน์ ขับรถมินิคูเปอร์
อยู่ในตำแหน่งที่สองก่อนที่จะพลิกคว่ำ และ
ต้องออกจากการแข่งขันก่อนจบรายการ

1963
แพดดี้ ฮอพเคิร์ค พารถมินิคูเปอร์ เอส 1071 cc. 70 แรงม้า
เข้าเส้นชัยในการแข่งขัน ตูร์ เดอ ฟรองซ์
ปีเตอร์ เซลเลอร์ สารวัตร พิงค์แพนเทอร์ตกแต่งมินิของเขา
ด้วยเครื่องหวาย มินิกลาย เป็นแฟชั่นสำหรับดารา หรือ
แม้แต่นักร้องอย่างริงโก สตาร์

1964 มินิมอคออกสู่ท้องถนนมันถูกสร้างเพื่อใช้งานสนาม
ในสงครามซึ่งสามารถ ทิ้งลงจากเครื่องบินพร้อมร่มชูชีพได้
อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีราคาถูกเปิดโล่ง และ
นั่งได้ถึง 4 คน แต่กองทัพบกอังกฤษก็ปฏิเสธที่จะใช้มันในสนามรบ
เนื่องจากระยะจากพื้น ถึงใต้ท้องรถสูงเพียง 6 นิ้ว
และขับเคลื่อนแค่ 2 ล้อ ขณะเดียวกัน
มินิคูเปอร์เอส ก็ประสบชัยชนะในการแข่งขัน มอนติ คาร์โล แรลลี่
มินิที่วาง ตลาดมีระบบ กันสะเทือนแบบ ไฮโดรลาสติค
ซึ่งออกแบบโดยผู้ออกแบบเต้ายาง อเล็กซ์ โมลตัน

1965 มินิคันที่ 1,000,000!!!

1966 ทิโมมาคินเอนและพอลอีสเตอร์ถูกปรับแพ้
ในการแข่งขันมอนติคาร์โลแรลลี่ชัยชนะ
ซึ่งควรจะเป็นชัยชนะครั้งที่สามติดต่อกัน
ในการแข่งขันมอนติคาร์โลแรลลี่หมดไปเนื่องข้อกล่าวหา ว่า
ติดตั้งไฟหน้าผิดระเบียบ การแข่งถึงแม้ว่ามันจะถูกพิสูจน์ว่า
ข้อกล่าวหาไม่เป็นความจริงแต่คำตัดสินของกรรมการไม่ส ามารถ
เปลี่ยนแปลงได้

1967 วงเลี้ยวของมินิถูกลดลงจาก 32 ฟุต เหลือเพียง 28 ฟุต ในรุ่น Mk II

1968 9X รถซูเปอร์มินิหลังคาแฮทช์แบค ซึ่งอิสซิโกนิส
ใช้เวลาหลายปีออกแบบถูกสั่งระงับ จอห์น โรดส์ขับ
คูเปอร์เอสเข้าสู่เส้นชัยในการแข่งขันบริติชทัวริ่งค าร์แชมเปี้ยนชิพ
ระบบกันสะเทือนแบบไฮโดรลาสติคถูกเปลี่ยนกลับเป็นเต้า ยางเหมือนเดิม
เนื่องจากราคาถูกกว่า และไฮโดรลาสติค ถูกสั่งระงับการใช้ในเยอรมันนี

คลิกที่รูปเพื่อดูรูปขนาดใหญ่

1971 บริติช เลย์แลนด์ ตัดสินใจที่จะไม่จ่ายค่ารอแยลตี้ ให้กับ
จอห์น คูเปอร์ สำหรับรถมินิคูเปอร์ และยกเลิกการผลิตมินิคูเปอร์
ถึงตอนนี้รถมินิถูกผลิตออกมาปีละ 318,475 คัน

1976 ในอิตาลี อินโนเซนติ ผลิตรถแฮทช์แบคโดยใช้ฟลอแพลนของมินิ
รถมินิ 1000 ลิมิต เอดิชั่น ถูกวางโชว์ในโชว์รูม

1979 ไม่เชื่ออย่าลบหลู่รถมินิชนะการแข่งขัน บริติช ซาลูน คาร์ แชมเปี้ยนชิพ

1980 ออสตินมินิ เมโทร วางตลาด โดยใช้มินิซับเฟรม
ภายใต้รูปลักษณ์ของตัวถังแฮทช์แบค
หรืออีก 18 ปี ถัดมาในชื่อ โรเวอร์ 100 ไม่มีอะไรเหมือนมินิ
และถ้ายังนึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงโฟล์คกอล์ฟรุ่นแรกๆ
หรือ เปอร์โยซีรี่ 2

คลิกที่รูปเพื่อดูรูปขนาดใหญ่

1984 รถมินิทุกคันที่ออกวางจำหน่ายมีกะทะล้อขนาด 12 นิ้ว
และดิสก์เบรคเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

1985 โรเวอร์ เข้าควบคุมการจำหน่าย รถมินิในญี่ปุ่น
ซึ่งมียอดขายที่น่าอัศจรรย์

1986 โนเอล เอ็ดมันส์ ขับรถมินิคันที่ 5,000,000
ออกจากสายการผลิตที่โรงงานลองบริดจ์

1988 เซอร์อเล็กซ์ อิสซิโกนิส เสียชีวิตเมื่ออายุ 81 ปี

1990 โรเวอร์ เปิดผ้าคลุมมินิคูเปอร์รุ่นใหม่ จำนวนจำกัด
พร้อมทั้งลายเซ็น จอห์น คูเปอร์ และฝากระโปรงคาดขาว
ซึ่งกลายเป็นรถขายดีในเวลาต่อมา
อู่คูเปอร์ผลิตมินิสเปเชียลออกขายเองด้วยเช่นกัน

1992 มีการติดตั้งเครื่องกรองมลภาวะท่อไอเสีย
หรือแคทตาลิติค คอนเวอร์เตอร์ ในรถมินิ
ซึ่งเหลือเพียงเครื่องยนต์ขนาด 1275 cc ให้เลือกเพียงขนาดเดียว
( แล้วจะเลือกอะไร ? )

คลิกที่รูปเพื่อดูรูปขนาดใหญ่

1993 มินิเปิดประทุน (คาบริโอเลท์) ซึ่งพัฒนาโดย
สำนักออกแบบคาร์มานน์ในเยอรมันนี วางตลาดในราคา 12,000 ปอนด์

1995 มินิได้รับประชามติให้เป็นรถแห่งศตวรรษ
จากแบบสอบถามเนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี ของนิตยสารออโตคาร์

1997 การปรับปรุงครั้งสุดท้ายของมินิ เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร
หัวฉีด หรือในแบบของคูเปอร์ โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 9,000 ปอนด์
ถุงลมนิรภัยเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

คลิกที่รูปเพื่อดูรูปขนาดใหญ่

1999 โรเวอร์แจ้งว่าจะระงับการผลิตมินิประมาณปี 2000
แต่ตัวถังจะยังมีการผลิตอยู่ต่อไปเพื่อใช้เป็นอะไหล่
ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมารถมินิถูกผลิตขึ้นประมาณ 5.4 ล้านคัน
ส่งผลให้มันเป็นรถอังกฤษคันเดียวที่เป็นรถขายดีตลอดก าล

2000 ทุกอย่างใหม่หมด ยุคของ BMW มินิ
ซึ่งถึงแม้จะถูกออกแบบโดยวิศวกรของโรเวอร์
ซึ่งถูกซื้อโดย BMW ภายใต้รูปลักษณ์ใหม่กับเครื่องยนต์ BMW
มินิยังคงอยู่

2002 เปิดตัวรุ่นพิเศษ “มินิ คูเปอร์ เอส”
มาพร้อมกับขุมพลังในระดับ 163 แรงม้า
จากเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร พ่วงซูเปอร์ชาร์จ

2004 ได้เสริมตลาดด้วยรุ่นเปิดประทุน

คลิกที่รูปเพื่อดูรูปขนาดใหญ่
 
แหล่งที่มา http://bbs.srp.ac.th/showthread.php?t=14148

10 เคล็ดลับดีๆ กับวิธีเลือก



ทำไมผู้หญิงทั่วโลกหลงรัก กางเกงยีนส์ ก็เพราะ กางเกงยีนส์ ช่วยให้ดูเพรียวและเซ็กซี่น่ะสิ แต่การเลือกกางเกงยีนส์ ให้เหมาะกับรูปร่างนั้นยากกว่าเลือกบิกินี่ซะอีก นี่คือคู่มือที่จะช่วยให้คุณค้นพบ กางเกงยีนส์ ในฝัน



1. เลือกซื้อไซส์เล็กกว่าขนาดจริง 1 เบอร์ อย่าเพิ่งคิดว่าจะฟิตเกินไป เพราะเมื่อใส่ไปสักพัก เนื้อผ้าจะขยายออก 10%

2. ถ้าเจอตัวที่ถูกใจซื้อไว้เลย 2 ตัว  ตัวแรกตัดให้พอดีข้อเท้า ไว้ใส่กับรองเท้าส้นแบน อีกตัวทิ้งความยาวปลายขาไว้ เพื่อใส่กับรองเท้าส้นสูง

3. เลือกกางเกงยีนส์แบบซิป เพราะใส่ง่ายและแนบกับสรีระมากกว่าแบบกระดุม

4. อย่าลืมเอาเข็มขัดไปด้วย  เพื่อลองกางเกงพร้อมกับเข็มขัด จะได้รู้ว่าใส่พอดีและเข้ากันดีหรือไม่

5. นำไปซักก่อนการแก้ไขใดๆ เพราะหลังจากการซักกางเกงยีนส์อาจหดตัว ทำให้ขนาดเปลี่ยนไป

6. รักษาตะเข็บที่ปลายขาไว้ การตัดขากางเกงแบบต่อปลายตะเข็บเดิม อาจแพงกว่า แต่ก็ช่วยให้กางเกงตัวเก่งของคุณสวยสมบูรณ์แบบ

7. ซักด้วยน้ำเย็นทุกครั้ง  เพราะน้ำอุ่นจะทำให้กางเกงยีนส์หดตัว อย่าลืมกลับด้านก่อนซักเพื่อป้องกันสีซีดจาง

8. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม เพราะสารเคมีอาจทำลายสีของกางเกงให้ซีดจาง

9. อย่ารีดด้วยความร้อนสูง เพราะความร้อนอาจทำให้เนื้อผ้าหดตัว

10. ซักแห้งดีที่สุด เพราะช่วยให้สีของกางเกงยีนส์ยังคงเดิมอยู่เสมอ (โดยเฉพาะสีเข้ม)

Label Lingo 5 ศัพท์ ควรรู้ของกางเกงยีนส์ 1. Rise ความยาวระหว่างเป้ากางเกงถึงขอบเอว เพื่อดูว่า เอวสูงหรือเอวต่ำ
2. Whiskering ลายทางริ้วบนกางเกงยีนส์เพื่ออำพรางจุดด้อยบริเวณสะโพก
3. Inseam รอยตะเข็บด้านข้าง ตั้งแต่เป้าจนถึงปลายขากางเกง
4. Wash สีสันและวิธีการฟอกกางเกงยีนส์
5. Boot-cut ทรงกางเกงที่เข้ารูป บริเวณสะโพกแล้วค่อยๆ บานออกใต้หัวเข่า

แหล่งที่มา
http://women.mthai.com/views_Trend-Fashion_11_50_29805_1.women

พุดดิ้งมะม่วง


ส่วนพุดดิ้ง

มะม่วงหนึ่งลูกใหญ่
นม 1 ½ dl
น้ำตาลทรายแดง ¾ dl
ผงอบเชย(ที่ใช้ใส่ในขนมอบของฝรั่ง) ¼ ช้อนชา
ไข่หนึ่งฟอง
ไข่แดงสองฟอง
กะทิ 2 dl

ส่วนหน้ามะม่วง

ตะไคร้หนึ่งต้น
พริกแดง หรือพริกหยวกสีแดง นิดหน่อยสำหรับแต่งหน้า
น้ำเปล่า 1 ½ dl
น้ำมะนาวคั้นหนึ่งลูกเล็ก
น้ำตาลทรายแดง 1 dl
ใบมะกรูดหกใบ

วิธีทำ

๑. เปิดวอร์มเตาอบไว้ที่ 150 องศาเซลเซียส
๒. ต้มกะทิ น้ำตาลทรายแดง ¾ dl และผงอบเชยเข้าด้วยกัน จากนั้นตีไข่ทั้งหมดให้เข้ากันดี นำส่วนผสมของกะทิที่ต้มไว้มาตีด้วยกัน เททั้งหมดใส่ถ้วยที่เตรียมจะอบไว้
๓. เทน้ำร้อนใส่ในถาดอบ จากนั้นนำถ้วยขนมมาวาง นำเข้าอบสามสิบนาที หรือจนกว่าจะพุดดิ้งสุกและแข็งดี จากนั้นรอให้เย็น
๔. หั่นตะไคร้เป็นท่อนๆ(เหมือนทำต้มยำ) หั่นพริกให้เป็นชิ้นเล็กๆสวยงาม นำไปต้มในน้ำเปล่า ผสมกับน้ำมะนาว น้ำตาลทรายแดงส่วนที่เหลือ และใบมะกรูด ต้มจนส่วนผสมเข้ากันดี จากนั้นกรองตะไคร้และใบมะกรูดออก
๕. ปอกมะม่วง นำ ¾ ของมะม่วง มาปั่นละเอียดรวมกับน้ำเชื่อมในข้อสี่ (ไม่ปั่นพริกนะคะ แยกพริกไว้ต่างหากก่อน) นำส่วนผสมของมะม่วงปั่นที่ได้มาใส่ทับพุดดิ้งที่เย็นแล้ว นำมะม่วงที่เหลือมาฝานแล้วแต่งหน้าพร้อมกับพริกที่แยกไว้ จากนั้นจะเสิร์ฟเลยหรือว่าจะแช่ในตู้เย็นสักพักก่อนก็ได้ค่ะ


ขอบคุณสูตรจาก http://www.bloggang.com

วิธีการทำไข่เค็มให้อร่อย




การทำไข่เค็ม 
                ไข่เค็มเป็นอาหารพื้นบ้านของคนไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ  และเป็นที่นิยมในการบริโภคของคนไทย ในทุกๆภาค การผลิตไข่เค็มนั้นก็มีขั้นตอนที่ไม่ยากซับซ้อนในการทำ  จึงเหมาะสมที่จะส่งเสิรมวิชาการ ทำไข่เค็มให้เป็นที่แพร่หลายสำหรับบุคคลต่างๆ ที่มีความสนใจในวิชาการทำไข่เค็มนี้
อุปกรณ์ในการทำไข่เค็ม
1.      ขวดโหลแก้ว
2.      หม้ออลูมิเนียม
3.      ตะกร้า
4.      กะละมัง
วิธีทำ
1. ล้างไข่เป็ดให้สะอาดฟักไว้ให้แห้ง
2. ต้มเกลือกับน้ำให้เดือด ยกลงกรองทิ้งไว้ให้เย็น
3. เรียงไข่เป็ดที่ล้างไว้ในขวดโหล ที่จะดอง เทน้ำเกลือที่ต้มไว้ลงไปจนท่วมไข่ ใช้ไม้ขัดหรือถุงพลาสติกใส่น้ำ กดไข่ให้จมในน้ำเกลือตลอดเวลา ปิดฝาขวด เก็บไว้ประมาณ 2 สัปดาห์
4. นำมาต้มประมาณครึ่งชั่วโมง ตักขึ้นพักไว้ให้เย็น นำมารับประทานได้
หมายเหตุ
1. สูตรที่ให้นี้เรียกว่าหนึ่งต่อสาม คือ เกลือ 1 น้ำ 3 ใช้เวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นสูตรที่รับประทานได้เร็ว
2. ถ้าไม่รีบใช้สูตรหนึ่งต่อสี่ก็ได้ คือ เกลือ 1 น้ำ 4 ใช้เวลา 3 สัปดาห์

ที่มา http://board.dserver.org/w/webdoae/00001766.html

วิธีลดภาวะโลกร้อน




การลดภาวะโลกร้อนเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องช่วยกันทำ เราทุกคนก็ต่างมีส่วนที่ทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้น เพราะเพียงแค่เราหายใจอยู่เฉยๆก็ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาแล้ว ยังไม่รวมถึงกิจกรรมต่างๆมากมายที่เราทำอยู่ทุกๆวัน ถึงเวลาที่เราต้องเลิกคิดว่าภาวะโลกร้อนไม่ใช่ธุระของเรา แล้วหันมาร่วมมือกัน..มาเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาโลกร้อนกันเถอะ
ถ้าท่านคิดว่าการลดภาวะโลกร้อนนั้นมันทำได้ยาก หรือคิดว่าท่านคนเดียวช่วยโลกไม่ได้ หรือว่าจะทำตอนนี้มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นแล้ว ท่านกำลังคิดผิด!! ทุกอย่างที่เราทำจะส่งผลดีต่อโลก และมันยังมีเวลาอยู่ ถ้าไม่เริ่มที่ตัวเราก่อนก็ไม่รู้จะให้ไปเริ่มจากตรงไหน แค่เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างของเราทำอยู่ในวันๆหนึ่ง ก็สามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนได้แล้ว ผมจะยกตัวอย่างให้ดูซัก 10 ข้อ ผมเชื่อว่ามันใกล้ตัวทุกท่านมาก และสามารถลงมือทำได้เลยด้วยซ้ำ
1. ปรับ Desktop Wallpaper ของท่านให้เป็นสำเข้ม ยิ่งเป็นสีดำเลยยิ่งดี เพราะว่ามันจะประหยัดไฟมากกว่า รวมไปถึง Screen Saver ก็ให้ตั้ง Blank ไว้ มันจะเป็นหน้าจอดำสนิท ปิดคอมพิวเตอร์เมื่อไม่ได้ใช้งาน เช่น ตอนพักเที่ยง และตอนกลับบ้าน
2. พกผ้าเช็ดหน้า แทนที่จะใช้กระดาษทิชชู สมัยนี้มีกระดาษทิชชูห่อสวยๆพกง่ายๆออกมา หลายคนใช้มันแทนผ้าเช็ดหน้า เพราะว่ามันสะดวกและห่อมันก็น่ารักด้วย แต่กระดาษทิชชูผลิตมาจากต้นไม้ ยิ่งใช้มากก็ยิ่งต้องตัดมาก ถ้าไม่จำเป็นก็ให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าดีกว่าครับ เก็บต้นไม้ไว้เป็นปอดให้กับโลกเราบ้างเถอะนะ
3. การชาร์ตแบตมือถือ การชาร์ตแบตมือถือของคนทั่วๆไปเสียพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ถึง 95% เพราะว่ามักจะเสียบสายค้างไว้ทั้งๆที่แบตเต็มแล้ว ท่านรู้ไหมว่าถึงแบตจะเต็มแล้วแต่ว่าถ้าไม่ถอดออกมันก็จะยังกินไฟอยู่ ฉะนั้นเวลาแบตเต็มแล้วก็ให้ถอดสายออก แต่ถ้ายังเสียบหม้อแปลงกับเต้าเสียบค้างไว้มันก็ยังกินไฟอยู่ดี เพราะฉะนั้นก็ให้ถอดออกให้หมด
4. ประหยัดน้ำ อย่าใช้น้ำแบบสิ้นเปลือง ถ้ามีโอกาสได้เปลี่ยนก๊อกที่บ้าน ก็ให้ใช้ก๊อกน้ำแบบเพิ่มฟองอากาศ น้ำที่ไหลออกมาจะมีฟองอากาศออกมาด้วยทำให้ดูเหมือนมีน้ำเยอะ แต่จะประหยัดกว่าก๊อกธรรมดาถึงครึ่งหนึ่ง ถ้านึกไม่ออกให้ดูห้องน้ำตามห้าง น้ำที่ไหลออกมาจะเป็นแบบนั้น และเวลาใช้น้ำที่อื่นที่ไม่ใช่บ้านเราก็ควรจะประหยัดด้วย ไม่ใช่คิดว่าของฟรี หรือเวลาไปพักตามโรงแรมก็อย่าคิดว่าใช้ให้คุ้ม เพราะว่าทำแบบนี้แหละโลกถึงร้อน
5. ประหยัดไฟ ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้และถอดปลั๊กด้วย รวมไปถึงหลอดไฟด้วย ถ้ามีโอกาสก็เปลี่ยนหลอดไส้เป็นหลอดประหยัดไฟ CFL ซะ ที่มันเป็นเกลียวๆ ถึงหลอดพวกนี้จะแพงกว่า แต่ก็ประหยัดไฟกว่ามาก แถมอายุการใช้งานก็ยาวกว่าเยอะ ซึ่งในระยะยาวก็จะคุ้มกว่าแน่นอน
6. ลดใช้ถุงพลาสติก ถุงพลาสติกทำให้เราสะดวกขึ้นก็จริง แต่มันเป็นภัยต่อโลกอย่างมากมาย กว่าถุงที่เราใช้จะย่อยสลายไป ตัวเรานั้นย่อยสลายก่อนมันไปนานแล้ว เพราะฉะนั้นเวลาที่ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใช้ แต่ถ้าต้องใช้จริงๆก็ให้เก็บไว้เพื่อนำไปใช้ครั้งต่อไปได้อีก เวลาจ่ายตลาดก็ให้ใช้ถุงผ้าแทน ถุงผ้าสวยๆก็มีออกมาขายกันเยอะแยะ
7. ลดอาหารแช่แข็ง อาหารแช่แข็งตอนนี้กำลังมีมากขึ้นเรื่อยๆ และก็เห็นมีคนนิยมบริโภคมากขึ้นเหมือนกัน แต่ท่านรู้ไหมว่าขั้นตอนการผลิตนั้นทำให้สิ้นเปลืองพลังงานอย่างมาก เพราะว่ากล่องที่ใส่ก็เป็นพลาสติก ขั้นตอนในการขนส่งก็ต้องเก็บไว้ในที่เย็นตลอดเวลา รวมไปถึงตอนที่อยู่ในร้านด้วย แม้กระทั่งตอนจะกินยังต้องใช้พลังงานในการอุ่นอีก เพราะฉะนั้นถ้าไม่จำเป็นก็อย่ากินเลยครับ มันสิ้นเปลืองพลังงาน กินของสดอร่อยกว่าอีก
8. ใช้จักรยาน เวลาที่ท่านไปทำธุระใกล้ๆบ้าน อาจจะไปซื้อของ จ่ายตลาด นอกจากจะประหยัดน้ำมันในยุคที่น้ำมันแพงแล้ว ยังช่วยให้ท่านได้ออกกำลังกาย มีสุขภาพที่ดีอีกด้วย ไม่ต้องไปเสียเงินเข้าฟิตเนสแพงๆ
9. ลดการ Shopping หลายคนนั้นการ Shopping เป็นอะไรที่มีความสุขเหลือเกิน แต่ก็ขอให้ลดการซื้อแบบสิ้นเปลืองลงบ้าง บางทีก็ซื้อๆไปอย่างนั้นแหละ แต่ก็ได้ใส่แค่ครั้งสองครั้ง บางชิ้นอาจไม่ได้ใส่ด้วยซ้ำ แต่อยากซื้อ..อะไรที่คิดว่าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องซื้อหรอกครับ เอาแค่อันที่เราจะใส่จริงๆ เพราะว่ามันต้องใช้พลังงานมากมายในอุตสาหกรรมพวกนี้
10. ปลูกต้นไม้ ผมว่ามนุษย์ทุกคนชอบธรรมชาติ เวลาที่เราได้เห็นสถานที่ที่มีธรรมชาติงดงาม ไม่ว่าจะเป็นป่าไม่ที่เขียวชอุ่ม น้ำใสๆ ชายหาดที่ขาวสะอาด เราจะรู้สึกสบายใจและชอบมัน แต่ว่าพวกเราก็ไม่ได้ช่วยกันรักษามัน เพราะฉะนั้นถ้ามีเวลาก็ให้ช่วยกันปลูกต้นไม้ อาจจะเป็นที่สวนหน้าบ้านได้ หรือมีเนื้อที่ตรงไหนก็ปลูกตรงนั้น ใส่กระถางไว้ก็ได้ นอกจากจะทำให้บ้านดูสวยขึ้นแล้ว ยังจะช่วยลดก๊าซพิษในอากาศได้อีกด้วย

สูตรลดน้ำหนัก : 9 กิโลกรัม ใน 1 สัปดาห์





ควรนอนเวลา 1ทุ่ม คึ่ง ตื่น ตี 5 ครึ่ง
**** เวลา ทานอาหารที่ดี *****
เช้า เวลา 7.30 - 9.00 น.
กลางวัน เวลา 11.30-12.30น.
เย็น เวลา 15.00-16.30 น.
วันที่ 1
เช้า : น้ำผลไม้คั้น หรือ โยเกิร์ต 1 ถ้วย
กลางวัน : ไข่ต้ม 2 ฟอง
เย็น : สลัดผัก

วันที่ 2
เช้า : น้ำผลไม้คั้น หรือ โยเกิร์ต 1 ถ้วย
กลางวัน : ไข่ต้ม 2 ฟอง
เย็น : สลัดผัก

วันที่ 3
เช้า : กาแฟไม่ใส่น้ำตาล หรือ โยเกิร์ต 1 ถ้วย
กลางวัน : เกาเหลาลูกชิ้น 1 ชาม (หมู, เนื้อ )
เย็น : สลัดผัก

วันที่ 4
เช้า : น้ำผลไม้คั้น หรือกาแฟดำและขนมปัง 1 แผ่น
กลางวัน : สลัดผัก และไก่ย่าง 1 ชิ้น
เย็น : โยเกิร์ต 1 ถ้วย

วันที่ 5
เช้า : น้ำผลไม้คั้น หรือ กาแฟไม่ใส่น้ำตาล 1 ถ้วย
กลางวัน : ส้มตำ และไก่ย่าง 1 ชิ้น
เย็น : สลัดผัก

วันที่ 6
เช้า : น้ำผลไม้คั้น หรือ กาแฟไม่ใส่น้ำตาล 1 ถ้วย
กลางวัน : ปลานึ่ง หรือ ปลาเผา ไม่จำกัด
เย็น : สลัดผัก

วันที่ 7
เช้า : ข้าว 1 ทัพพี และเนื้อ 1 ชิ้นหรือไข่ต้ม 1 ฟอง
กลางวัน : เกาเหลาลูกชิ้น 1 ชาม (หมู, เนื้อ)
เย็น : สับปะรด 1 ชิ้น
การลดน้ำหนักตามสูตรนี้นั้น บางคนอาจลดได้มาก ได้น้อย แล้วแต่สรีระ และแล้วแต่กิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน
โดยส่วนตัวดิฉันลดได้ 5 กิโลเพราะกิจกรรมที่ทำนั้นไม่ค่อยได้เผาผลาญเท่าไร แต่ถ้าจะให้ดี ควรออกกำลังกายควบคู่กับการควบคุมอาหารไปด้วย การปรับสูตร สามารถปรับได้ตามต้องการ แต่ควรคำนึงว่า ต้องรับประทานอาหารวันนึงให้ครบ 5 หมู่

Thongsomboon Club



Thongsomboon : ไร่ทองสมบูรณ์ รีสอร์ทที่ให้บรรยากาศแบบธรรมชาติ ท่ามกลางความร่มรื่นของแมกไม้ นานาพันธุ์ พร้อมด้วยกิจกรรมต่างที่สร้างความสนุกและตื่นเต้นให้แก่ผู้ที่ได้เข้ามาสัมผัส รวมถึงบ้านพักแบบต่างที่ให้บรรยากาศแบบคาวบอยตะวันตก, และบรรยากาศแบบอินเดียนแดง ขอเชิญคุณลูกค้าที่อยากสัมผัสบรรยากาศแบบเป็นธรรมชาติแบบตะวันตก หรือผู้ที่ต้องการความสนุกสนานและการผจญภัยจากกิจกรรมต่างๆ ของทางรีสอร์ท เชิญมาที่นี่ได้เลยที่นี่ ไร่ทองสมบูรณ์ ที่จะมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจแก่ท่านทั้งหลาย...


 1. ขี่ม้า มาลองเป็นคาวบอยกันจริงๆ ด้วยการขี่ม้าสไตล์คาวบอย


2. ถ่ายรูปสไตล์อินเดี้ยน คาวบอย 


3. ขี่วัว โรดิโอจักรกล ถ้าอยากรู้วัวพยศเป็นอย่างไร ลองมาขี่ โรดิโอจักรกล ซิ
 



4. ขับรถ ATV มอเตอร์ไซด์สี่ล้อ (เกียร์อัตโนมัติ) ลุยเส้นทางในสนามวิบาก ตามเส้นทางที่กำหนด ระยะทาง 1,400 เมตร
เป็นกิจกรรมที่เหมาะกับทุกคนในครอบครัว ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ พร้อมรถขนาดต่างๆ ให้เลือกตามความเหมาะสม




5. ขับรถ GO CART ฝึกทักษะการขับรถยนต์ ในสนามเส้นทางเรียบ ภายในเวลาที่กำหนด ประมาณ  6-7 นาที


6. ขับรถ CART CROSS รถยนต์สี่ล้อ (เกียร์อัตโนมัติ) สนุกสนานและตื่นเต้นในการขับลุยเส้นทางในสนามวิบาก
ระยะทาง 1,200 เมตร



7. สกีบก (LUGE) ภูมิปัญญาชาวบ้านนำมาประยุกต์เป็นรถที่ไม่มีเครื่องยนต์ วิ่งโดยใช้แรงโน้มถ่วมของโลก
ปล่อยให้รถวิ่งตามแนวลาดของภูเขา ระยะทาง 650 เมตร ควบคุมความเร็วโดยการใช้เบรคทั้งสองพร้อมกัน
แล้วกลับขึ้นมาบนเขาด้วยกระเช้าไฟฟ้า เป็นเครื่องเล่นที่สนุกสนาน ปลอดภัย และไร้มลพิษ


      
8. Flying Fox เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบความตื่นเต้นและท้าทาย โดยสวมชุดฮาเน็ตแล้วเกาะกับลวดสลิง
แล้วปล่อยจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ  คุณจะได้สัมผัสความตื่นเต้นและได้บินเหมือนนก แล้วกลับขึ้นมาบนเขาด้วยกระเช้าไฟฟ้า



9. BUMPER BOAT สนุกสนานกับกิจกรรมในสระน้ำ ไม่ว่ามาคนเดียวหรือมาเป็นทีม ด้วยเรือขับชนกันได้
พร้อมปืนฉีดน้ำในเรือ




10. ล่องแก่ง กิจกรรมทางน้ำ นั่งท่อนซุงไปตามสายน้ำ พบกับความตื่นเต้นเร้าใจ ท่ามกลางทิวทัศน์ที่สวยงาม

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

  







เขาใหญ่ เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย มีอาณาเขตรอบคลุม 11 อำเภอ ของ 4 จังหวัด คือ อำเภอมวกเหล็ก อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี
อำเภอปากช่อง อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา อำเภอนาดี อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอประจันตคาม อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี และอำเภอปากพลี อำเภอบ้านนา
อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ได้รับสมญานามว่าเป็นอุทยานมรดกของกลุ่มประเทศอาเซียน เป็นผืนใหญ่ตั้งอยู่ในเทือกเขาพนมดงรัก ในส่วนหนึ่งของดงพญาเย็นหรือ
ดงพญาไฟในอดีตประกอบด้วยขุนเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อนหลายลูก เป็นแหล่งกำเนิดของ ต้นน้ำลำธารที่สำคัญหลายสาย เช่น แม่น้ำนครนายก และแม่น้ำมูล
อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ไม้และสัตว์ป่านานาชนิด เช่น ช้างป่า กวางป่า เก้ง กระทิง เสือ ตลอดจนมีลักษณะทางธรรมชาติที่สวยงามมีเนื้อที่ 1,353,471.53 ไร่
หรือ 2,165.55 ตารางกิโลเมตร

                                                                           ลักษณะภูมิประเทศ
 สภาพทั่วๆ ไปของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นพื้นที่ด้านตะวันตกของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งสูงโดดเด่นขึ้นมาจากที่ราบภาคกลาง
แล้วก่อตัวเป็นแนวเขตของที่ราบสูงโคราช มีเขาร่มเป็น ยอดเขาที่สูงที่สุด 1,351 เมตร เขาแหลมสูง 1,326 เมตร เขาเขียวสูง 1,292 เมตร เขาสามยอดสูง 1,142 เมตร
เขาฟ้าผ่าสูง 1,078 เมตร เขาสันกำแพงสูง 875 เมตร เขาสมอปูนสูง 805 เมตร และเขาแก้ว สูง 802 เมตร ซึ่งวัดความสูงจากระดับน้ำทะเลเป็นเกณฑ์ และยังประกอบ
ด้วยทุ่งกว้างสลับกับป่าไม้ ที่อุดมสมบูรณ์ ด้านทิศเหนือและตะวันออกพื้นที่จะลดลงทางทิศใต้และทิศตะวันตกเป็นที่สูงชันไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งกำเนิด
ต้นน้ำลำธารที่สำคัญถึง 5 สายได้แก่ แม่น้ำปราจีนบุรี และแม่น้ำนครนายก อยู่ในพื้นที่ทางทิศใต้ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งมีความสำคัญต่อการเกษตรกรรม
และระบบทางเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาคนี้ แม่น้ำทั้ง 2 สายนี้ มาบรรจบกันที่จังหวัดฉะเชิงเทรา กลายเป็นแม่น้ำบางปะกงแล้วไหลลงสู่อ่าวไทย ห้วยลำตะคอง
และห้วยลำพระเพลิง อยู่ในพื้นที่ทางทิศเหนือ ไหลไปหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมของที่ราบสูงโคราช ไปบรรจบกับแม่น้ำมูล ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของ
ภาคอีสานตอนล่างไหลลงสู่แม่น้ำโขง ห้วยมวกเหล็ก อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีปริมาณน้ำไหลตลอกทั้งปีและให้ประโยชน์ทาง ด้านการเกษตร
โดยเฉพาะการปศุสัตว์ของภูมิภาคนี้ ไหลลงสู่แม่น้ำป่าสัก ที่อำเภอมวกเหล็ก

                                                                     
แหล่งท่องเที่ยวและจุดเด่นที่น่าสนใจ
 เมื่อเดินทางไปถึงอุทยาแห่งชาติเขาใหญ่ ควรติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูล ชมนิทรรศการ เป็นทางเตรียมพร้อมสำหรับการวางแผน เดินทางท่องเที่ยว
ตามสถานที่ต่าง ๆ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นับว่าเป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธารที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่สำคัญนั้นก็คือ
น้ำตกที่สวยงาม มีน้ำตกน้อยใหญ่เกิดขึ้น หลายแห่งในพื้นที่อุทบยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งสำรวจพบและทำเส้นทางเดินเท้าไปถึงแล้วประมาณ 30 แห่ง
ที่มีความสวยงามแตกต่างกันไป ตามสภาพธรรมชาติของภูมิประเทศ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มีแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมที่น่าสนใจ ดังนี้























น้ำตกเหวนรก เป็นน้ำตกขนาดใหญ่และสูงที่สุด อยู่ทางทิศใต้ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มีทั้งหมด 3 ชั้น ชั้นแรกสูงประมาร 60 เมตร เมื่อน้ำไหลผ่านหน้าผาชั้นนี้จะพุ่ง
ไหลลงสู่หน้าผาชั้นที่ 2 และ 3 ที่อยู่ถัดลงไปใกล้ ๆ กันในลักษณะการไหลตก 90 ? รวมความสูงไม่ต่ำกว่า 150 เมตร เป็นสายน้ำที่ไหลทะลักไปสู่หุบเหวเบื้องล่าง ในฤดูฝนน้ำ
จะไหลแรงมากจนน่ากลัว ทางเข้าน้ำตกเหวนรกอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 24 บนทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3077 จากนั้นต้องเดินเข้าไปอีก 1 กิโลเมตร จึงจะถึงน้ำตก เหวนรกชั้นบนสุดและมีบันไดให้ไต่ลงไปประมาณ 100 เมตร เพื่อชมน้ำตกชั้นล่าง
น้ำตกไม้ปล้อง เป็นน้ำตกที่มีทั้งหมด 5 ชั้น ไหลลดหลั่นกันลงมา ชั้นสูงสุกไม่เกิน 12 เมตร มีลักษณะคล้ายคลึงกับน้ำตกเหวสุวัต จะพบความงามตลอดเส้นทางเดินเท้า ประกอบด้วยโขดหินเล็กใหญ่และลำธาร ที่สวยงาม การเดินทางไปยังน้ำตกแห่งนี้เริ่มต้นที่วังตะไคร้ โดยการเดินทางตาเส้นทางเดินเท้าระยะทางประมาณ 24 กิโลเมตร
น้ำตกวังเหว เป็นน้ำตกขนาดใหญ่มีความกว้างประมาณ 40-60 เมตร ในฤดูฝนมีน้ำมาก และไหลแรง อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ.9 (ใสใหญ่) ประมาณ 17 กิโลเมตร อยู่ในกลางป่าทางด้านทิศตะวันอกของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ การเดินทางจะต้องใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 วัน เหมาะสมสำหรับผู้ที่รักการผจญภัยไปพักค้างแรมในป่าเป็นอย่างยิ่ง ตลอดเวลาของการเดินทางจะพบหับพันธุ์ไม้นานาชนิด และแก่งหินที่สวยงามตามธรรมชาติ นับเป็นน้ำตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง
น้ำตกตะคร้อ น้ำตกสลัดได น้ำตำส้มป่อย เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่สวยงามอยู่ใกล้กับหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ขญ.10 (ประจันตคาม) เหมาะสมสำหรับพักผ่อนเล่นน้ำ
น้ำตกธารทิพย์ เป็นน้ำตกเล็ก ๆ ไหลมาตามลานหินกว้างเป็นทางยาว จากนั้นสายน้ำจะไหลผ่านช่องเขาแคบที่ขนาบข้างก่อนตกลงเป็นน้ำตกสูง 5 เมตร จากน้ำตกธารทิพย์มีทางเดินป่าไปอีกื4 กิโลเมตร ถึง น้ำตกเหวอีอ่ำ ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งมีความสูงประมาณ 25 เมตร ผู้สนใจติดต่อเจ้าหน้าที่นำทาง ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ.10 (ประจันตคาม)
น้ำตกแก่งกฤษณา และน้ำตกเหวจั๊กจั่น เป็นน้ำตกขนาดเล็กและขนาดใหญ่ที่มีความงดงาม ไม่แพ้แห่งอื่นๆ เหมาะสมสำหรับการพักแรมในป่าและชมทิวทัศน์ธรรมชาติรอบกายอย่างเพลิดเพลินใจ
น้ำตกผากกระชาย น้ำตกผาไทร ผาด่านช้าง และน้ำตกผานะนาวยักษ์ เป็นน้ำตกขนาดกลางที่เกิดจากห้วยโกรกเด้ ลักษณะไหลลาดไปตามผาหินที่สูงขึ้น เหมาะสมสำหรับผู้ชอบผจญภัยค้างแรมในป่า อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ.3(ตะเคียนงาม) ประมาณ 5 กิโลเมตร
น้ำตกเหวไทร เป็นน้ำตกอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ทางใต้ถัดไปจากน้ำตกเหวสุวัต ห่างจากน้ำตกเหวสุวัตมาประมาณ 700 เมตร น้ำตกนี้มีลักษณะเป็นผากว้างเต็มลำห้วย สูงประมาณ 5 เมตรในฤดูฝนน้ำตกนี้จะไหลแรงเต็มหน้าผาสวยงามน่าชมมาก การเดินทางไปน้ำตกเหวไทรไปได้ 2 เส้นทาง คือ เดินเท้าต่อไปจากเหวสุวัตระยะทางประมาณ 700 เมตร หรือจะเดินจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเขาใหญ่ ไปตามเส้นทางเดินเท้าเส้นกองแก้ว-เหวสุวัตก็ได้ ระยะทางประมาณ 8.3 กม. ตามสองข้างทางเดินที่ผ่านไปจะมีสิ่งที่น่าสนใจอย่างอื่นๆ อีกมากมาย เช่น สมุนไพร และเห็ดป่า เป็นต้น
น้ำตกเหวประทุน เป็นน้ำตกที่อยู่ในห้วยลำตะคองอีกแห่งหนึ่งเหมือนกัน อยู่ถัดจากน้ำตกเหวไทรประมาณ 1 กิโลเมตรเศษ สามารถเดินทางจากน้ำตกเหวสุวัตไปก็ได้ หรือจะเดินทางเส้นกองแก้วเหวสุวัต ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร ตามเส้นทางสามารถพบร่องรอยของสัตว์ป่าได้ง่าย เช่น รอยหมูป่า ด่านช้าง น้ำตกนี้มีลักษณะเป็นหน้าผากว้างและสูงสวยวามมาก
น้ำตกตาดตาภู่ น้ำตกนี้อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เกิดจากห้วยระย้าเป็นน้ำตกที่มีลักษณะเป็นโขดหินและลาดหินที่มีน้ำไหลลดหลั่นเป็นทอดลาดเอียงไป
ข้างล่างประมาณ 100 เมตร เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบพักค้างแรมในป่าระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ใกล้ๆ น้ำตกจะมีทุ้งหญ้าสลับกับป่าซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์ป่านานาชนิด ที่เห็นประจำ ได้แก่ เก้ง กวางป่า ช้างป่า กระทิง นกนานาชนิด เป็นต้น
น้ำตกตาดตาคง เป็นน้ำตกที่งดงามและสูงอีกแห่งหนึ่ง ที่อยู่ถัดไปจากน้ำตกตาดตาภู่ประมาณ 4 กิโลเมตรเศษ การเดินทางจะเริ่มต้นที่ด้านหลังจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาการจัดการอุทยานแห่งชาติ ก็ได้ ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร หรือ จะเริ่มที่ กม. 5.5 ถนนเขาใหญ่-ปราจีนบุรีก็ได้ ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร
กลุ่มน้ำตกผาตะแบก น้ำตกกลุ่มนี้เป็นน้ำตกขนาดไม่เล็กมากนัก เกิดบนห้วยน้ำซับลักษณะของน้ำตกเป็นชั้นๆ ลดหลั่นกันลงไป 5 ชั้น จากปากทางเข้าบนถนนสายเขาใหญ่-ปราจีนบุรี ช่วงระหว่าง กม. 6.5-7 จะมีทางเดินเท้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จัดทำเอาไว้ เดินเข้าไปเพียง 500 เมตร ก็จะถึงน้ำตกแห่งแรก คือ น้ำตกผากระจาย และเดินต่อไปอีกจะถึงน้ำตกผาหินขวาง น้ำตก ผารากไทร น้ำตกผาชมพู และน้ำตกผาตะแบก รวมระยะทางในการเดินเท้าทั้งสินประมาณ 3 กิโลเมตรเศษ
แก่งหินเพิง เป็นแก่งหินที่มีความยาวและใหญ่ อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ.9 (ใสใหญ่๗ ประมาณ 3 กิโลเมตร แม่น้ำใสใหญ่ในบริเวณนี้เต็มไปด้วยแก่งหินเรียงรายตลอดระยะทาง 2.5 กิโลเมตร สายน้ำไหลลดหลั่นกันคล้ายขั้นบันได เป็นสถานที่ที่เหมาะในการล่องแก่งด้วยเรือยาง






น้ำตกสาริกา เป็นน้ำตกขนาดใหญ่อยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดนครนายก โดยใช้ทางหลวงจังหวัด หมายเลข 3099 จากจังหวัดนครนายก ถึงบริเวณกิโลเมตรที่ 11 มีทางแยก ให้ตรงไปตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 304 อีกประมาณ 3 กิโลเมตร ก็จะถึงน้ำตกสาริกา น้ำตกสาลิกาไหลตกมาจากหน้าผาสูงชันประมาณ 100 เมตร มีแอ่งน้ำให้เล่นได้ตั้งแต่น้ำตกชั้นล่าง เป็นต้นไป
น้ำตกนางรอง อยู่ถัดจากทางแยกเข้าน้ำตกสาลิกาไปตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 304 จนถึงทางเข้าน้ำตก แล้วเดินเลียบห้วยนางรองไปอีก 250 เมตร จะมีสะพานข้ามห้วยไปถึงน้ำตกซึ่งไหลหลั่นลงมาตามโขดหินเป็นทางยาวประมาณ 100 เมตร น้ำตกนางรองแต่ละชั้นไม่สูงมากนัก แต่กระแสน้ำไหลแรง
น้ำตกกองแก้ว เป็นน้ำตกเตี้ย ๆ ที่เกิดจากห้วยลำตะคอง ในฤดูฝนจะดูสวยงามมากเหมาะสมสำหรับการเล่นน้ำ ใกล้บริเวณน้ำตกจะมีสะพานแขวนข้ามลำห้วยถึง 2 สะพาน ห้วยลำตะคอง เป็นแนวแบ่งเขต 2 จังหวัด คือ จังหวัดนครนายก และจังหวัดนครราชสีมา น้ำตกแหล่งนี้อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเขาใหญ่ ประมาณ 100 เมตร
น้ำตกผากล้วยไม้ เป็นน้ำตกขนาดกลางที่อยู่ในห้วยลำตะคองเช่นเดียวกัน ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเขาใหญ่ ประมาณ 7 กิโลเมตร สามารถเข้าถึงได้โดยทางรถยนต์และทางเดินเท้า ทางเดินเริ่มจากจุดกางเต็นท์ผากล้วยไม้ไปประมร 1.2 กิโลเมตร โดยเดินเลียบตามห้วยลำตะคองที่เต็มไป ด้วยพันธุ์ไม้ใหญ่ร่มครึ้ม มีโอกาสพบนกหลายชนิด เช่น นกกางเขนน้ำหลังเทา นกกระรางคอดำ นกปรอดโอ่งเมืองเหนือ ฯลฯ น้ำตกผากกล้วยไม้มีลักษณะเป็นหน้าผาลดหลั่นกันลงมา สูงประมาร 10 เมตร ด้านล่างเป็นแอ่งน้ำกว้างมาก เหมาะสมสำหรับเล่นน้ำ ตามหน้าผาและคบไม้บริเวณน้ำตก พบกล้วยไม้นานาชนิดขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก กล้วยไม้ที่โดดเด่นที่สุด คือ หวายแดง ที่จะออกดอกสีแดงเป็นช่อยาวในช่วงหน้าร้อน
น้ำตกเหวสุวัต เป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงมากเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป น้ำตกเหวสุวัตนี้ อยู่สุด ถนนธนะรัชต์ หรือจะเดินเท้าต่อจากน้ำตกผากกล้วยไม้ไปก็ได้ ประมาณ 3 กิโลเมตร น้ำตกนี้มีลักษณะเป็น สายน้ำตกลงมาจากหน้าผาสูงประมาร 20 เมตรเศษ บริเวณด้านล่างของน้ำตกเป็นแอ่งน้ำและลำธารเหมาะที่จะลงเล่นน้ำ แต่สำรับฤดูฝนน้ำจะมากและไหลแรง น้ำค่อนข้างเย็นจัด
น้ำตกเหวนรก เป็นน้ำตกขนาดใหญ่และสูงที่สุด อยู่ทางทิศใต้ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มีทั้งหมด 3 ชั้น ชั้นแรกสูงประมาร 60 เมตร เมื่อน้ำไหลผ่านหน้าผาชั้นนี้จะพุ่ง
ไหลลงสู่หน้าผาชั้นที่ 2 และ 3 ที่อยู่ถัดลงไปใกล้ ๆ กันในลักษณะการไหลตก 90 ? รวมความสูงไม่ต่ำกว่า 150 เมตร เป็นสายน้ำที่ไหลทะลักไปสู่หุบเหวเบื้องล่าง ในฤดูฝนน้ำ
จะไหลแรงมากจนน่ากลัว ทางเข้าน้ำตกเหวนรกอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 24 บนทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3077 จากนั้นต้องเดินเข้าไปอีก 1 กิโลเมตร จึงจะถึงน้ำตก เหวนรกชั้นบนสุดและมีบันไดให้ไต่ลงไปประมาณ 100 เมตร เพื่อชมน้ำตกชั้นล่าง

น้ำตกไม้ปล้อง เป็นน้ำตกที่มีทั้งหมด 5 ชั้น ไหลลดหลั่นกันลงมา ชั้นสูงสุกไม่เกิน 12 เมตร มีลักษณะคล้ายคลึงกับน้ำตกเหวสุวัต จะพบความงามตลอดเส้นทางเดินเท้า ประกอบด้วยโขดหินเล็กใหญ่และลำธาร ที่สวยงาม การเดินทางไปยังน้ำตกแห่งนี้เริ่มต้นที่วังตะไคร้ โดยการเดินทางตาเส้นทางเดินเท้าระยะทางประมาณ 24 กิโลเมตร
น้ำตกวังเหว เป็นน้ำตกขนาดใหญ่มีความกว้างประมาณ 40-60 เมตร ในฤดูฝนมีน้ำมาก และไหลแรง อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ.9 (ใสใหญ่) ประมาณ 17 กิโลเมตร อยู่ในกลางป่าทางด้านทิศตะวันอกของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ การเดินทางจะต้องใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 วัน เหมาะสมสำหรับผู้ที่รักการผจญภัยไปพักค้างแรมในป่าเป็นอย่างยิ่ง ตลอดเวลาของการเดินทางจะพบหับพันธุ์ไม้นานาชนิด และแก่งหินที่สวยงามตามธรรมชาติ นับเป็นน้ำตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง
น้ำตกตะคร้อ น้ำตกสลัดได น้ำตำส้มป่อย เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่สวยงามอยู่ใกล้กับหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ขญ.10 (ประจันตคาม) เหมาะสมสำหรับพักผ่อนเล่นน้ำ
น้ำตกธารทิพย์ เป็นน้ำตกเล็ก ๆ ไหลมาตามลานหินกว้างเป็นทางยาว จากนั้นสายน้ำจะไหลผ่านช่องเขาแคบที่ขนาบข้างก่อนตกลงเป็นน้ำตกสูง 5 เมตร จากน้ำตกธารทิพย์มีทางเดินป่าไปอีกื4 กิโลเมตร ถึง น้ำตกเหวอีอ่ำ ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งมีความสูงประมาณ 25 เมตร ผู้สนใจติดต่อเจ้าหน้าที่นำทาง ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ.10 (ประจันตคาม)
น้ำตกแก่งกฤษณา และน้ำตกเหวจั๊กจั่น เป็นน้ำตกขนาดเล็กและขนาดใหญ่ที่มีความงดงาม ไม่แพ้แห่งอื่นๆ เหมาะสมสำหรับการพักแรมในป่าและชมทิวทัศน์ธรรมชาติรอบกายอย่างเพลิดเพลินใจ
น้ำตกผากกระชาย น้ำตกผาไทร ผาด่านช้าง และน้ำตกผานะนาวยักษ์ เป็นน้ำตกขนาดกลางที่เกิดจากห้วยโกรกเด้ ลักษณะไหลลาดไปตามผาหินที่สูงขึ้น เหมาะสมสำหรับผู้ชอบผจญภัยค้างแรมในป่า อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ.3(ตะเคียนงาม) ประมาณ 5 กิโลเมตร
น้ำตกเหวไทร เป็นน้ำตกอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ทางใต้ถัดไปจากน้ำตกเหวสุวัต ห่างจากน้ำตกเหวสุวัตมาประมาณ 700 เมตร น้ำตกนี้มีลักษณะเป็นผากว้างเต็มลำห้วย สูงประมาณ 5 เมตรในฤดูฝนน้ำตกนี้จะไหลแรงเต็มหน้าผาสวยงามน่าชมมาก การเดินทางไปน้ำตกเหวไทรไปได้ 2 เส้นทาง คือ เดินเท้าต่อไปจากเหวสุวัตระยะทางประมาณ 700 เมตร หรือจะเดินจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเขาใหญ่ ไปตามเส้นทางเดินเท้าเส้นกองแก้ว-เหวสุวัตก็ได้ ระยะทางประมาณ 8.3 กม. ตามสองข้างทางเดินที่ผ่านไปจะมีสิ่งที่น่าสนใจอย่างอื่นๆ อีกมากมาย เช่น สมุนไพร และเห็ดป่า เป็นต้น
น้ำตกเหวประทุน เป็นน้ำตกที่อยู่ในห้วยลำตะคองอีกแห่งหนึ่งเหมือนกัน อยู่ถัดจากน้ำตกเหวไทรประมาณ 1 กิโลเมตรเศษ สามารถเดินทางจากน้ำตกเหวสุวัตไปก็ได้ หรือจะเดินทางเส้นกองแก้วเหวสุวัต ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร ตามเส้นทางสามารถพบร่องรอยของสัตว์ป่าได้ง่าย เช่น รอยหมูป่า ด่านช้าง น้ำตกนี้มีลักษณะเป็นหน้าผากว้างและสูงสวยวามมาก
น้ำตกตาดตาภู่ น้ำตกนี้อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เกิดจากห้วยระย้าเป็นน้ำตกที่มีลักษณะเป็นโขดหินและลาดหินที่มีน้ำไหลลดหลั่นเป็นทอดลาดเอียงไป
ข้างล่างประมาณ 100 เมตร เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบพักค้างแรมในป่าระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ใกล้ๆ น้ำตกจะมีทุ้งหญ้าสลับกับป่าซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์ป่านานาชนิด ที่เห็นประจำ ได้แก่ เก้ง กวางป่า ช้างป่า กระทิง นกนานาชนิด เป็นต้น

น้ำตกตาดตาคง เป็นน้ำตกที่งดงามและสูงอีกแห่งหนึ่ง ที่อยู่ถัดไปจากน้ำตกตาดตาภู่ประมาณ 4 กิโลเมตรเศษ การเดินทางจะเริ่มต้นที่ด้านหลังจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาการจัดการอุทยานแห่งชาติ ก็ได้ ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร หรือ จะเริ่มที่ กม. 5.5 ถนนเขาใหญ่-ปราจีนบุรีก็ได้ ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร
กลุ่มน้ำตกผาตะแบก น้ำตกกลุ่มนี้เป็นน้ำตกขนาดไม่เล็กมากนัก เกิดบนห้วยน้ำซับลักษณะของน้ำตกเป็นชั้นๆ ลดหลั่นกันลงไป 5 ชั้น จากปากทางเข้าบนถนนสายเขาใหญ่-ปราจีนบุรี ช่วงระหว่าง กม. 6.5-7 จะมีทางเดินเท้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จัดทำเอาไว้ เดินเข้าไปเพียง 500 เมตร ก็จะถึงน้ำตกแห่งแรก คือ น้ำตกผากระจาย และเดินต่อไปอีกจะถึงน้ำตกผาหินขวาง น้ำตก ผารากไทร น้ำตกผาชมพู และน้ำตกผาตะแบก รวมระยะทางในการเดินเท้าทั้งสินประมาณ 3 กิโลเมตรเศษ
แก่งหินเพิง เป็นแก่งหินที่มีความยาวและใหญ่ อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ.9 (ใสใหญ่๗ ประมาณ 3 กิโลเมตร แม่น้ำใสใหญ่ในบริเวณนี้เต็มไปด้วยแก่งหินเรียงรายตลอดระยะทาง 2.5 กิโลเมตร สายน้ำไหลลดหลั่นกันคล้ายขั้นบันได เป็นสถานที่ที่เหมาะในการล่องแก่งด้วยเร

แหล่งที่มา http://www.dnp.go.th/mfcd3/kaoyai.htm